สุขภาพ

การตรวจสายตาดีอย่างไร ทำไมถึงต้องตรวจ? (Eye Examination)

การตรวจสายตาดีอย่างไร ทำไมถึงต้องตรวจ? (Eye Examination)

การตรวจตา

การตรวจตาการตรวจสุขภาพตาการตรวจตาโดยจักษุแพทย์ (Eye examination by OphthalmologistRoutine eye examinationStandard ophthalmic exam) คือ การตรวจตาด้วยหลาย ๆ วิธีร่วมกัน เพื่อให้พบปัญหาสายตา ปัญหาการมองเห็น หรือโรคทางตาที่พบได้บ่อยที่อาจเกิดขึ้นในระยะเริ่มต้น ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียสายตาทั้งชั่วคราวและถาวรได้ โดยปัญหาสายตาหรือโรคทางตาบางอย่างอาจไม่มีอาการแสดงในระยะเริ่มต้น การตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ ย่อมช่วยเยียวยาแก้ไขการมองเห็นมิให้บกพร่องผิดปกติมากขึ้นได้

จุดประสงค์ของการตรวจตา

  • เพื่อตรวจให้พบปัญหาสายตา ปัญหาการมองเห็น หรือโรคทางตาที่อาจเกิดขึ้นในระยะเริ่มต้นของดวงตา ซึ่งย่อมจะช่วยเยียวยาแก้ไขการมองเห็นมิให้บกพร่องผิดปกติมากขึ้นได้
  • เพื่อตรวจให้ทราบความเปลี่ยนแปลงของปัญหาสายตาหรือโรคของดวงตาที่อาจมีผลต่อความสามารถในการมองเห็น ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้เมื่อมีอายุมากขึ้น

ประโยชน์ของการตรวจตา

  1. เพื่อการมีสายตาที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง เนื่องจากสายตาของคนจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ อีกทั้งบางคนก็มีสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง ทำให้การมองเห็นไม่ดีเท่าที่ควร การตรวจพบและรับการแก้ไขด้วยแว่นสายตาจะทำให้การมองเห็นดีขึ้นเป็นปกติ ถ้าเป็นเด็กนักเรียนก็จะทำให้ประสิทธิภาพการเรียนดีขึ้น ส่วนในผู้ที่มีสายตาไม่ปกติแล้วมีอาการปวดตา ปวดศีรษะ ทำงานได้ไม่เต็มที่ เพียงแก้ไขสายตาทุกอย่างก็จะเป็นปกติ หรือในผู้สูงอายุที่มักมีภาวะสายตาผู้สูงอายุ (Presbyopia) ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขก็จะบั่นทอนการทำงานลง
  2. การตรวจพบโรคตาตั้งแต่ในระยะแรกเริ่มย่อมง่ายต่อการรักษา รวมทั้งโรคบางโรค เช่น โรคต้อหิน ถ้าตรวจพบตั้งแต่แรกที่มีการสูญเสียการมองเห็นเพียงเล็กน้อย การรักษาทันทีแม้จะช่วยไม่ช่วยให้ตาที่เสียไปแล้วกลับคืนมาได้ แต่จะช่วยป้องกันไม่ให้เสียมากขึ้นได้ หรือในโรคต้อกระจกหรือโรคจอประสาทตาเสื่อมก็เช่นเดียวกันที่จะช่วยให้ผู้ป้วยปฏิบัติตัวเพื่อชะลอความรุนแรงและผลข้างเคียงของโรคลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือในโรคทางกายบางอย่างที่อาจมีผลต่อตาอย่างโรคเบาหวานที่ทำให้ตามัวลง การตรวจพบตั้งแต่ต้น ๆ จะทำให้โอกาสสูญเสียสายตาน้อยลง เป็นต้น
  3. การตรวจตาอาจช่วยให้พบโรคทางกายได้ เช่น การตรวจพบวงขาว ๆ เป็นขอบรอบตาดำ (Arcus) อาจบ่งถึงภาวะไขมันในเลือดสูง, การตรวจพบตาขาวมีสีเหลือง (Icteric sclera) จะบ่งถึงการทำงานของตับที่ผิดปกติ, การตรวจพบรอยโรคผิดปกติชนิดหนึ่งของกระจกตา (Band keratopathy) จะบ่งถึงการเผาผลาญแคลเซียมหรือมีความผิดปกติของต่อมพาราไทรอยด์
  4. การตรวจตาในโรคทางกายบางอย่างสามารถช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรคได้ เช่น การตรวจตาพบรอยโรคที่เรียกว่า Kayer Fleisher ring ที่กระจกตา ก็จะช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรควิลสัน (Wilson’s disease) ได้
  5. ความผิดปกติของสมองบางอย่างสามารถตรวจดูที่ขั้วประสาทตาโดยตรงจากการตรวจตา โดยไม่ต้องอาศัยการตรวจเพิ่มเติมด้วยวิธีที่ซับซ้อนและมีค่าใช้สูงได้ เช่น การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือการฉีดสีเข้าไปในหลอดเลือด (Angiography) ซึ่งจะมีโอกาสได้รับอันตรายจากการตรวจได้ อีกทั้งการศึกษาความผิดปกติของหลอดเลือดในกรณีหลอดเลือดแดงแข็ง (Arteriosclerotic) ก็สามารถดูได้โดยตรงจากการตรวจจอประสาทตา

ข้อบ่งชี้ในการตรวจตา

ประชาชนทุกคนทุกวัยควรสละเวลาในการที่จะไปขอรับการตรวจตากับจักษุแพทย์ตามเกณฑ์อายุและตามกำหนดช่วงเวลา ดังนี้

  • ตรวจเมื่อมีอาการผิดปกติของดวงตาอย่างชัดเจน เช่น เจ็บหรือปวดตา, ตามัว, ตาแดง, มีอาการมองเห็นไม่ชัด, มองเห็นภาพผิดปกติ (เช่น ภาพบิดเบี้ยว ภาพแหว่งหายไปบางส่วน เห็นภาพซ้อนกัน หรือมองด้านข้างไม่เห็นหรือเดินชนขอบข้างบ่อย ๆ), มีอาการเห็นแสงวาบ ๆ ในตา เห็นเป็นจุด ๆ, มองเห็นสีผิดไปจากเดิม, มีภาวะสายตาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว, มีก้อนผิดปกติเกิดขึ้นที่ลูกตา หนังตา ฯลฯ
  • ตรวจตามเกณฑ์อายุในผู้ที่ไม่มีอาการผิดปกติ ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นและไม่ควรละเลยเป็นอันขาด เพราะดวงตาเป็นอวัยวะที่ละเอียดอ่อนมากที่สุดอย่างหนึ่ง โดยอาจเสื่อมหรือบกพร่องจากเหตุปัจจัยต่าง ๆ ได้ เช่น อายุ อาชีพการงาน การเล่นกีฬา การโภชนาการ สภาวะแวดล้อม และสุขภาพด้านอื่นของร่างกายที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของตา (เช่น โรคเบาหวาน) โดยจากสถิติพบว่ามีคนกว่าครึ่งดำเนินชีวิตด้วยการส่วมแวานสายตา, คนประมาณ 40% ที่อายุระหว่าง 52-64 ปีเป็นโรคต้อกระจก ยิ่งหากอายุถึงวัย 75-85 ปีก็อาจเรียกได้ว่าเป็นกันเกือบทุกคน ฯลฯ
    • อายุตั้งแต่แรกเกิด – 2 ปี ควรตรวจตาเมื่ออายุ 6 เดือน โดยปกติก่อนจะออกจากโรงพยาบาล กุมารแพทย์มักจะตรวจร่างกายทั่วไปของเด็ก รวมทั้งตรวจตาภายนอกให้อยู่แล้ว ว่าหนังตาเปิดปิดได้ตาปกติหรือไม่ ลูกตามีขนาดเท่ากันหรือไม่ ใสหรือขุ่น ฯลฯ หากตามีกายภาพที่ผิดรูป กุมารแพทย์จะส่งไปให้จักษุแพทย์ตรวจตาให้เด็กอย่างละเอียดอีกที
    • อายุ 2-5 ปี ควรตรวจตาเมื่ออายุ 3 ปี เพราะภาวะตาเขหรือสายตาผิดปกติมักจะพบได้ในวัยนี้ หากมีภาวะตาเขและนำไปสู่ภาวะตาขี้เกียจก็ยังพอแก้ไขรักษาได้
    • อายุ 6-18 ปี ควรตรวจตาทุก ๆ 2 ปี เพราะในเด็กวัยประถมจะเป็นวัยเรียนหนังสือที่ต้องมองกระดานหรือจอภาพ จึงเป็นวัยที่พบสายตาผิดปกติได้บ่อย หากมีผิดปกติก็จะได้แก้ไขเพื่อประสิทธิผลของการเรียนที่ดีขึ้น (แต่โดยทั่วไปทางโรงเรียนมักจะมีการตรวจวัดสายตาคร่าว ๆ ว่าเด็กมีการมองเห็นดีหรือไม่ ถ้าผิดปกติก็จะส่งเด็กไปตรวจกับจักษุแพทย์อย่างละเอียดอีกที) ส่วนเด็กวัยมัธยมจะเป็นวัยที่มักพบสายตาผิดปกติ (เช่น สายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง) ที่บางคนอาจจะเพิ่งเป็นในวัยนี้ หากพบผิดปกติก็จะได้รับการแก้ไข และสำหรับวัยก่อนเข้ามหาลัย จะเป็นวัยที่ต้องเลือกสาขาวิชาชีพที่เหมาะสม และควรได้รับการตรวจภาวะตาบอดสีด้วย เพราะจะมีข้อห้ามไม่ให้เข้าการศึกษาในบางสาขาวิชา โดยเฉพาะสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับการงานที่ต้องใช้สีต่าง ๆ
    • อายุ 19-39 ปี อาจตรวจตาทุก ๆ 2-3 ปี เพราะวัยนี้เป็นวัยที่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงของสายตาและมักจะไม่มีโรคตาอะไร
    • อายุ 40-60 ปี ควรตรวจตาทุก ๆ 2 ปี เพราะวัยนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงของสายตาตามอายุที่พบได้บ่อย เช่น สายตาผู้สูงอายุ และยังอาจมีโรคตาที่เกิดจากความเสื่อม เช่น ต้อกระจก ต้อหิน
    • อายุมากกว่า 60 ปี ควรตรวจตาปีละ 1 ครั้ง แม้จะไม่มีอาการใด ๆ เลยก็ตาม เพราะยิ่งอายุมากขึ้นก็สมควรตรวจเป็นประจำทุกปีดังเหตุผลที่กล่าวมา
  • ตรวจในผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะมีความผิดปกติทางตา ควรได้รับการตรวจคัดกรองถี่ขึ้นกว่าผู้ที่ไม่มีความเสี่ยง (เช่น จาก 2 ปีเป็นทุก ๆ 1 ปี) หรือตรวจตามที่จักษุแพทย์แนะนำ ได้แก่
    • เด็กคลอดก่อนกำหนดที่มีน้ำหนักตัวแรกคลอดน้อยกว่า 1,500 กรัม ควรได้รับการตรวจตาอย่างละเอียดทันที เพราะเด็กกลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงต่อภาวะจอประสาทตาผิดปกติจากออกซิเจน (Retinopathy of Prematurity)
    • เด็กที่บิดามารดามีสายตาสั้นมาก เพราะเด็กจะมีแนวโน้มมีสายตาสั้นตั้งแต่เด็ก
    • เด็กที่ครอบครัวมีตาเข เพราะจะมีแนวโน้มตาเขได้
    • เด็กในครอบครัวที่มีโรคทางพันธุกรรมและเด็กที่ตรวจพบโรคทางกายที่อาจมีความผิดปกติทางตาร่วมด้วย เช่น มารดาเป็นหัดเยอรมันระหว่างตั้งครรภ์ เด็กที่เกิดมาอาจมีกลุ่มอาการผิดปกติของอวัยวะต่างๆ รวมทั้งของตาได้ที่เรียกว่า Rubella syndrome
    • ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคต้อหิน โรคจอประสาทตาเสื่อม ควรได้รับการตรวจตาเพื่อคัดกรองโรคตั้งแต่วัยหนุ่มสาว และอาจต้องมีการตรวจละเอียดมากกว่าการตรวจตาทั่วไป
    • ผู้ที่มีโรคทางกายที่มักจะมีโรคตาตามมาเช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคต่อมไทรอยด์ โรคภูมิแพ้ตนเอง โรคเอดส์ โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickle cell disease) ควรได้รับการตรวจตาตั้งแต่เมื่อทราบว่าเป็นโรคเหล่านี้ (ในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควรตรวจตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง)
    • ผู้ที่ได้รับยาบางชนิดที่ยาอาจมีผลข้างเคียงต่อตา เช่น ยาสเตียรอยด์ ยารักษาวัณโรคบางชนิด ยารักษาโรคข้อและโรคภูมิแพ้ตนเองกลุ่มคลอโรควิน (Chloroquine) ดังนั้นเมื่อม่ีการใช้ยาต่าง ๆ ก็ควรสังเกตปัญหาด้านการมองเห็นอยู่เสมอ โดยเฉพาะในกรณีที่ใช้ยาเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ถ้ารู้สึกว่ามีความผิดปกติในการมองเห็นก็ควรรีบไปพบจักษุแพทย์ทันที
    • อื่น ๆ ได้แก่ ผู้ที่ทำงานที่ใช้สายตามาก ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ ผู้ที่มีประวัติโรคทางตา (เช่น จอประสาทตาลอก อุบัติเหตุเกี่ยวกับตาหรือการสูญเสียการมองเห็นในตาข้างหนึ่งหรือสองข้าง) และผู้ที่มีเชื้อชาติแอฟริกัน-อเมริกันที่มีอายุมากกว่า 20 ปี
    • การเตรียมตัวก่อนตรวจตา

      • ในวันนัดที่จะไปรับการตรวจตา นับตั้งแต่ได้ตื่นนอนไม่ควรที่จะใช้สายตาทำงานหนัก เช่น การทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์งานเย็บปักถักร้อย งานเกี่ยวกับหนังสือทุกชนิด ฯลฯ และควรไปถึงก่อนเวลานัดตรวจ
      • ไม่ควรเสริมสวยที่ลูกตาหรือบริเวณใกล้เคียงกับลูกคา เช่น ไม่ใส่ขนตาปลอม ไม่ใส่ยาหยอดตาเพื่อความสวยงาม (ยกเว้นยาที่จักษุแพทย์สั่งให้ใส่อยู่ก่อน) ฯลฯ
      • ให้นำแว่นสายตาหรือคอนแทคเลนส์ที่ใช้อยู่ประจำมาด้วย เพื่อจะได้ทราบว่าควรเปลี่ยนแว่นใหม่หรือไม่ และเพื่อเปรียบเทียบค่าของสายตาที่วัดได้ใหม่กับแว่นตาเก่า เพื่อประโยชน์ในการสั่งขนาดแว่นตาที่ถูกต้อง เช่น แว่นเก่ามีสายตาเอียงร่วมด้วยหรือไม่ สายตา 2 ข้างแตกต่างกันเพียงใด เพื่อจะได้เลือกขนาดเลนส์ที่เหมาะสม (ควรแจ้งเจ้าหน้าที่หน้าหรือพยาบาลเสมอถ้าใส่คอนแทคเลนส์ เพราะจะต้องเอาออกก่อนถึงจะตรวจตาได้)
      • ควรนำประวัติการรักษาโรคทางกายมาด้วย รวมทั้งชื่อยาที่รับประทานอยู่ เพราะโรคบางโรคหรือยาบางตัวอาจมีผลต่อสายตาได้ และหากเคยผ่านการรักษาตาจากแพทย์ท่านอื่นมาแล้วก็ควรจะนำยาเก่าทางโรคตามาด้วย เพื่อจะได้พิจารณาว่ายังใช้ยาต่อได้หรือไม่ หรือควรเลือกยาที่เข้มขึ้นหรือควรเปลี่ยนยา นอกจากนี้ผู้เข้ารับการตรวจควรจะแจ้งแพทย์หรือพยาบาลถึงประวัติการแพ้ยา แพ้อาหาร และแพ้สิ่งต่าง ๆ ด้วย เพื่อที่แพทย์จะได้หลีกเลี่ยงการใช้ยาหรือสั่งยาดังกล่าว
      • ควรเตรียมแว่นกันแดดขนาดใหญ่และหมวกที่มีปีกบังหน้าผากติดตัวไปด้วยเพื่อใช้ตอนกลับบ้าน เนื่องจากหากมีการตรวจที่ต้องถูกยาหยอดตาเพื่อขยายม่านตา จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เหล่านั้นเพื่อบังแสงจ้าและป้องกันอาการเคืองตาตอนกลับบ้าน

ถ้าเป็นไปได้ควรมีผู้ติดตามที่คอยช่วยเหลือไปด้วย เพื่อการเดินกลับบ้านอย่างปลอดภัย เพราะภายหลังการตรวจตา สายตาจะพร่ามัวชั่วคราวประมาณ 2-4 ชั่วโมงจนไม่ปลอดภัยที่จะเดินทางด้วยตัวคนเดียว (ในกรณีที่มีการตรวจภายในลูกตา เช่น น้ำวุ้นตา จอประสาทตา ที่จำเป็นต้องได้รับยาขยายม่านตา) แต่ถ้าไม่มีผู้ติดตามมาด้วยก็ไม่ควรขับรถมาเอง

ขั้นตอนการตรวจตา

การซักประวัติโดยจักษุแพทย์ เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่ผู้เข้ารับการตรวจควรบอกเล่าความจริงให้คุณหมอทราบ โดยข้อมูลที่จักษุแพทย์มักถามจะมีดังนี้

อาการผิดปกติที่รบกวนการมองเห็นในปัจจุบัน เช่น อ่านหนังสือแล้วรู้สึกไม่สบายตา ขับรถยนต์สวนกับรถคันอื่นในเวลากลางคืนแล้วตามักทนแสงไฟหน้ารถไม่ค่อยได้

โรคประจำตัวที่เคยเป็นและกำลังเป็นอยู่ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง อุบัติเหตุซึ่งเคยเกิดที่ตา ฯลฯ

ประวัติโรคตาของบุคคลในครอบครัว เช่น โรคต้อหิน หรือโรคอื่น ๆ เช่น โรคเบาหวาน

การตรวจตาภายนอกทั่วไปโดยจักษุแพทย์ (External examination) ซึ่งจะเป็นการตรวจดูหนังตา ความห่างของขอบหนังตาบนและหนังตาล่างขณะลืมตาเต็มที่ว่าอยู่ตำหน่งปกติหรือไม่ ดูว่ามีขี้ตาติดที่เปลือกตาหรือไม่ ดูขนตา ท่อน้ำตา ตำแหน่งของดวงตาทั้งสองข้างว่าสมมารตกันหรืออยู่ตรงกลางหรือไม่ มีตุ่มหรือมีก้อนอะไรที่ผิดปกติหรือไม่ รวมถึงตรวจดูเยื่อตา เปลือกตาขาว กระจกตา และม่านตา

การตรวจวัดสายตาหรือความสามารถในการมองเห็น (Visual Acuity Test) เป็นการตรวจโดยเจ้าหน้าที่ในทีมงานของจักษุแพทย์ นั่นคือการอ่านป้ายสเนลเลน (Snellen Chart) ซึ่งเป็นป้ายที่มีตัวเลขหรือตัวอักษรขนาดต่าง ๆ ที่ระยะมาตรฐาน 6 เมตร การตรวจวัดจะทำกับตาทีละข้าง เพราะมีผู้ป่วยหลายคนที่มองเห็นตาเดียวโดยไม่รู้ตัว อนึ่ง ในเด็กอาจเป็นแผ่นป้ายที่เป็นรูปสัตว์ ในผู้ที่ไม่รู้หนังสือแผ่นป้ายอาจเป็นสัญลักษณ์ตัว E ซึ่งมีคว่ำหงาย ชี้ไปทางซ้ายและทางขวา ส่วนในผู้สูงอายุที่มีสายตาผู้สูงอายุอาจมีการวัดสายตาระยะใกล้ด้วย อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ การตรวจวัดสายตา

การทดสอบตาบอดสี (Color Blindness Test) คือ การทดสอบความสามารถในการมองเห็นสี มักใช้ในการตรวจคัดกรองตาบอดสีในเด็กและในผู้ที่ต้องประกอบอาชีพที่ต้องมีการมองเห็นสีที่ปกติ เช่น นักบิน ทหาร ผู้บังคับจราจรทางอากาศ พนักงานขับรถ ฯลฯ อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ การทดสอบตาบอดสี

การตรวจวัดความดันลูกตาด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Tonometer เป็นการตรวจเพื่อวัดว่าความดันภายในลูกตาสูงเกินปกติหรือไม่ ซึ่งหากสูงกว่าปกติก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคต้อหิน โดยลักษณะของอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจจะเป็นการใช้ลมเป่าพ่นต่อกระจกตา (Air-puff test) ที่ไม่ทำให้เจ็บปวดแต่อย่างใด

ค่าความดันภายในลูกตาในระดับปกติ คือ 12 – 22 มม.ปรอท

การตรวจวัดลานสายตา (Visual Field Test) เป็นการตรวจเพื่อดูว่าผู้เข้ารับการตรวจยังมีลานประสาทตา (หรือจอรับภาพ) เป็นปกติหรือไม่ หากมองเห็นภาพแคบลงก็ย่อมแสดงถึงอาการเริ่มต้นของโรคต้อหินหรือโรคจอประสาทตาเสื่อม (Macular degeneration) โดยการตรวจคัดกรองในเบื้องต้นจะตรวจด้วยวิธีหันหน้าเข้าหากัน หากต้องตรวจให้ละเอียดขึ้นจะใช้เครื่องตรวจที่เรียกว่า Perimeter ซึ่งมีทั้งชนิดธรรมดาและชนิดใช้คอมพิวเตอร์ ที่เรียกว่า Computerized visual field test ซึ่งจำเป็นในการวินิจฉัยและรักษาโรคต้อหิน อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ การตรวจวัดลานสายตา

การวัดสายตาด้วยอุปกรณ์และวิธีการที่เรียกว่า Retinoscopy ซึ่งจะมีทั้งอุปกรณ์ชนิดวัดด้วยมือและชนิดอัตโนมัติ เป็นการตรวจต่อเนื่องจากผู้ที่ผ่านการตรวจวัดสายตา (Visual Acuity Test) มาแล้ว ผู้ที่มีสายตาปกติ 20/20 ไม่ต้องมาตรวจ Retinoscopy แต่ผู้มีสายตานอกนั้นต้องมารับการตรวจด้วยอุปกรณ์นี้ โดยการตรวจใช้หลักการทำงานโดยการสะท้อนของแสงจากจอรับภาพของตา (Retina) ของผู้เข้ารับการตรวจ ซึ่งจะทำให้จักษุแพทย์ประมาณการได้อย่างคร่าว ๆ ว่า ผู้รับการตรวจสายตาสั้นหรือสายตายาว

การตรวจสายตาเพื่อวัดความคมชัด (Refraction) หรือการวัดสายตาด้วยอุปกรณ์โฟรอปเตอร์ (Phoropter) เป็นการวัดค่าสายตาให้ได้ผลออกมาเป็นตัวเลข เพื่อให้สามารถนำไปให้ช่างแว่นตาประกอบเลนส์กับกรอบแว่นได้ โดยอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจจะมีลักษณะเป็นชุดของเลนส์กระจกหลายชั้น แขวนห้อยให้ตรงพอดีกับลูกตาของผู้เข้ารับการตรวจ เพื่อให้สามารถอ่านตัวเลขหรือตัวอักษรที่มองเห็นให้ชัดเจน โดยเจ้าหน้าที่จักษุแพทย์จะเปลี่ยนเลนส์ที่มีขนาดกำลังต่าง ๆ กัน (เจ้าหน้าจะจัดชุดเลนส์ใส่ไว้ในโฟรอปเตอร์อย่างเหมาะสมใกล้เคียงกับกำลังสายตา เพราะทราบได้จากการตรวจ Retinoscopy ที่ผ่านมาว่าผู้เข้ารับการตรวจมีสายตาสั้นหรือสายตายาว)

ตัวอย่างค่าสายตา เช่น R -2.00 -1.00 x 180, L -1.75 -1.00 x 180 จะหมายถึง

R คือ ค่าสายตาของตาข้างขวา ส่วน L คือ ค่าสายตาของตาข้างซ้าย

ตัวเลขแรก คือ -2.00 หมายถึง สายตาสั้นขนาด -2.00 (หากเป็นเลขบวก + จะหมายถึงสายตายาว) ส่วน -1.75 คือ สายตาสั้นขนาด -1.75 (โปรดสังเกตว่าสายตาทั้งสองข้างไม่เท่ากัน)

ตัวเลขที่สอง คือ -1.00 หมายถึง สายตาเอียงและสั้นขนาด -1.00

ตัวเลขที่สาม คือ x 180 หมายถึง สายตาเอียงเนื่องจากรูปร่างของลูกตาคล้ายรูปไข่

การวัดสายตาด้วยเครื่องอัตโนมัติ (Autorefractor) เป็นการวัดค่าสายตาเพื่อให้ได้ผลออกมาเป็นตัวเลขที่แน่นอนและชัดเจน สำหรับใช้ในการนำไปตัดแว่นเช่นเดียวกับการตรวจด้วยอุปกรณ์โฟรอปเตอร์ (Phoropter) ทุกประการ แต่เป็นการตรวจวัดด้วยนระบบคอมพิวเตอร์ที่ทำงานแบบอัตโนมัติ จึงให้ผลการวัดที่รวดเร็วและแม่นยำกว่า

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published.

Back to top button