สุขภาพ

วิธีแก้ริมฝีปากแตก – ริมฝีปากแห้งมากเกิดจากอะไร

วิธีแก้ริมฝีปากแตก – ริมฝีปากแห้งมากเกิดจากอะไร

ริมฝีปากแห้ง

ริมฝีปากสวยอิ่มเอิบ นับว่าเป็นสัญลักษณ์ที่ช่วยดึงดูดเพศตรงข้ามได้เช่นเดียวกับหน้าอก ดังนั้นคุณผู้หญิงวัยสาวนอกจากจะดูแลริมฝีปากเพื่อความพึงพอใจของตนเองแล้ว ยังต้องดูแลเพื่อให้เป็นที่น่าพอใจของเพศตรงข้ามด้วย การที่มีปัญหาปากแห้งแตกหรือลอกเป็นขุย ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในฤดูหนาวแต่บางครั้งปัญหาริมฝีปากแห้งก็อาจขึ้นในฤดูอื่น ๆ ได้เช่นกัน เพราะสาเหตุที่ทำให้เกิดริมฝีปากแห้งแตกนั้นมาจากหลายปัจจัย ดังนี้

สาเหตุทำให้ริมฝีปากแห้ง

  1. อากาศ เช่น ในฤดูหนาวที่มีลมพัด ความชื้นจากริมฝีปากจึงถูกอากาศดูดและพัดพาออกไป, อากาศร้อนบวกกับลมที่พัดแรง มีผลทำให้ริมฝีปากขาดความชุ่มชื้น, ถูกความร้อนจากแสงแดดเป็นเวลานาน รังสีอัลตราไวโอเลตจะเป็นตัวทำลายความยืดหยุ่นของเซลล์ ทำให้ผิวบริเวณริมฝีปากแห้งและแตกได้, ผู้ที่อยู่ในห้องแอร์ที่อากาศเย็นและแห้ง คนทำงานในออฟฟิศจะทราบดีว่าปัญหาดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ทุกฤดู เป็นต้น
  2. การเลียริมฝีปาก การเลียริมฝีปากบ่อย ๆ รวมถึงการเม้มปาก เอนไซม์ที่ช่วยในการย่อยอาหารที่อยู่ในน้ำลายสามารถทำลายความชุ่มชื้นบนริมฝีปากได้
  3. การดื่มน้ำน้อยเกินไป ก็เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ริมฝีปากแห้งได้ครับ เพราะร่างกายต้องได้รับน้ำเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของร่างกาย ยิ่งในบริเวณริมฝีปากที่สูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่ายแล้ว คุณจึงต้องคอยดื่มน้ำเพื่อรักษาความชุ่มชื้นอยู่เสมอ
  4. การขาดสารอาหาร ไม่ว่าจะเป็นการขาดวิตามินซีจนทำให้เป็นโรคลักปิดลักเปิด ขาดวิตามินบีจนทำให้เป็นโรคปากนกกระจอก ขาดวิตามินแล้วทำให้ปากแห้ง ผิวหยาบ
  5. อาการผิดปกติของร่างกายต่าง ๆ เช่น อาการร้อนใน เนื่องจากอาการร้อนในจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้นรวมทั้งริมฝีปากด้วย (แก้ได้ด้วยการดื่มน้ำตะไคร้หอม ที่มีสรรพคุณช่วยแก้อาการร้อนใน กระหายน้ำ หลีกเลี่ยงอาหารเค็มจัดและอาหารที่มีกรดหรือมีรสเปรี้ยว) เมื่อรับประทานผักผลไม้เสร็จแล้ว แต่ไม่ได้ล้างปากให้สะอาด อีกสาเหตุหนึ่งที่หลาย ๆ คนคาดไม่ถึง เพราะกรดในผลไม้เอเอชเอจะเข้าไปทำลายความชุ่มชื้นที่ริมฝีปาก รวมทั้งเมื่อสัมผัสกับแสงแดดก็จะทำให้ริมฝีปากดำคล้ำขึ้นอีกด้วย
  6. วัยที่มากขึ้น เช่น วัยสูงอายุ วัยทอง ซึ่งต่อมเหงื่อ ต่อมไขมันจะทำงานได้น้อยลง จึงทำให้บริเวณริมฝีปากแห้งตามไปด้วย เพราะน้ำลายก็ไม่ค่อยมี
  7. ริมฝีปากอักเสบจากภูมิแพ้ผิวหนัง ที่จะมีอาการคันบริเวณข้อพับเรื้อรังและผิวแห้ง และอาจทำให้เกิดริมฝีปากแห้งลอกร่วมด้วย
  8. ลิปสติก ที่มีส่วนผสมทำให้เกิดปัญหา เช่น สี กลิ่น น้ำหอม ลาโนลิน สารให้ความชุ่มชื้น สารกันแดด สารกันบูด menthol หรือโลหะที่ผสมอยู่ในลิปสติก สังเกตได้ง่าย ๆ ว่าถ้าคุณเปลี่ยนลิปสติกแล้วมีปัญหาปากแห้งแตกในทันที ก็มั่นใจได้เลยว่าสาเหตุมาจากลิปสติก ซึ่งการใช้ลิปบาล์มจนติดเป็นนิสัย เพราะสารสำคัญที่ผสมอยู่ในลิปบาล์มทั่วไปจะมีคุณสมบัติดูดความชื้นของริมฝีปาก จนทำให้คุณต้องทาลิปบาล์มอยู่บ่อย ๆ
  9. ยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปาก ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์หรือแอลกอฮอล์ในปริมาณสูง (พบได้บ่อยว่าทำให้เกิดอาการแพ้) สารทำให้เกิดฟอง สารที่มีรสเผ็ดซ่าในยาสีฟัน และสารสร้างความสดชื่น สิ่งเหล่านี้ก็ทำให้ปากแตกได้เช่นกัน โดยมักเกิดขึ้นร่วมกับการมีแผลในช่องปาก ส่วนมากแล้วจะเกิดขึ้นเมื่อคุณเปลี่ยนไปใช้ยาสีฟันยี่ห้อใหม่ รวมไปถึงน้ำยาบ้วนปากที่เกิดจากการแพ้สารแต่งรส แต่งกลิ่น menthol
  10. สาเหตุอื่น ๆ เช่น ยาทาเล็บและเล็บ acrylic ในรายที่มีนิสัยชอบกัดเล็บ, ยาบางชนิด เช่น ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก หรือยาจำพวกความดันก็มีผลข้างเคียงทำให้ปากแห้งได้เช่นกัน, แพ้อาหารบางประเภท เช่น เปลือกส้ม แคร์รอต มะม่วง มังคุด ลางสาด สับปะรด กะหล่ำดอก ขิง ข่า กระเทียม ผอม ผักชี สะระแหน่, แพ้โลหะหรือวัตถุทั่วไป, แพ้แสงแดด, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์, การสูบบุหรี่, โรคผิวหนังบางชนิด เป็นต้น

วิธีรักษาริมฝีปากแห้ง

  1. หาสาเหตุของปัญหา โดยทั่วไปแล้ววิธีการแก้ริมฝีปากแห้งแตกก็ไม่ได้ยากอะไรเลย วิธีการก็ไม่ซับซ้อน เพียงแค่คุณสำรวจดูว่าปัญหาปากแห้งแตกนั้นเกิดมาจากสาเหตุใดดังกล่าว เช่น หน้าหนาว เกิดจากการดื่มน้ำน้อย ชอบเลียริมฝีปากตัวเอง ฯลฯ เมื่อพบต้นตอของปัญหาแล้วก็ให้ทำการแก้ไขที่ต้นเหตุนั้น ไม่นานนักปัญหาดังกล่าวก็จะคลี่คลายไปได้เอง ที่นี้เรามาดูกันดีกว่าในข้อถัดไปว่าเราสามารถแก้ริมฝีปากแห้งแตกได้อย่างไรบ้าง
  2. ดื่มน้ำเป็นประจำ โดยดื่มให้เพียงพอวันละ 8-10 แก้ว และทำอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ทุกส่วนของผิวหนังรวมทั้งริมฝีปาก อาการริมฝีปากแห้งจะค่อยดี ๆ ขึ้นเอง และยิ่งอายุที่เพิ่มมากขึ้น เซลล์ในร่างกายก็จะยิ่งเก็บความชุ่มชื้นได้น้อยลง ยิ่งจำเป็นต้องดื่มน้ำให้เพียงพอ แต่น้ำในที่นี้ไม่ได้รวมถึงน้ำหวาน น้ำอัดลม ชา กาแฟ และน้ำผลไม้นะครับ พวกนี้มันช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นไม่ได้
  3. เลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง โดยหลีกเลี่ยงการเลียปาก เม้มปาก หรือแกะลอกริมฝีปาก เลี่ยงสภาวะแวดล้อมที่มีผลต่อริมฝีปาก เช่น แสงแดด หรืออากาศเย็น ๆ แห้ง ๆ ส่วนลิปบาล์มนั้นก็ไม่ควรทาเป็นประจำ (แนะนำให้ทาตอนที่ปากแห้งมากจริง ๆ) รวมไปถึงการหลีกเลี่ยงสารสัมผัสที่อาจทำให้เกิดอาการแพ้ เช่น ลิปสติกหรือยาสีฟัน โดยการปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่มีผลต่อริมฝีปากของคุณ อย่างลิปสติกให้เลือกใช้สีอ่อน ๆ เพราะปริมาณเม็ดสีจะน้อยกว่าแบบสีเข้ม ส่วนยาสีฟันจะหันมาใช้ยาฟันที่เป็นสมุนไพร มีฟองน้อยก็ดีเหมือนกัน หรือเลือกใช้ให้เหมาะกับเราเป็นหลักครับ
  4. ริมฝีปากก็ต้องผลัดเซลล์ผิว หากว่าคุณปากแห้ง แต่ยังไม่มีอาการปากแตก นั่นอาจมาจากมีเซลล์ผิวหนังตายแล้วเกาะอยู่บนริมฝีปากก็เป็นได้ เมื่อปล่อยให้ปากแห้งมากจนเกินไป ก็อาจทำให้เรียวปากมีขุยขาว ๆ ลอก ๆ เกาะอยู่ และอาจทำให้เกิดอาการคล้ำของริมฝีปากได้ตามมา แต่คุณสามารถกำจัดมันออกไปด้วยการใช้สครับสำหรับริมฝีปาก ถ้าเป็นสูตรทำเองก็ให้ใช้น้ำตาลทรายแดง 1 ส่วน น้ำผึ้ง 1 ส่วน และน้ำมันมะกอกอีก 1 ส่วน นำมาผสมให้เข้ากัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาสครับเบา ๆ เพื่อลอกเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วออกไป หรือถ้าไม่มีคุณอาจจะใช้แปรงสีฟันขนนุ่ม ๆ ขัดริมฝีปากเบา ๆ ก็ได้หลังการแปรงฟันเสร็จ (แต่อย่าทำบ่อย ๆ ล่ะ เพราะเดี๋ยวปากจะยิ่งแห้งไปกันใหญ่) หลังจากนั้นก็ให้ทาลิปบาล์มบำรุงอีกหนึ่งขั้นตอนด้วย
  5. ทาลิปบาล์มเป็นประจำ (Lip balm) ในระหว่างการรักษาคุณควรหาลิปบาล์มมาทาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ไม่ควรแกะเการิมฝีปากหรือแผลที่แห้งแตกเป็นสะเก็ด ไม่เลียริมฝีปาก อย่างยี่ห้อที่ผมจะแนะนำก็มีดังนี้ครับ
  6. ทาด้วยออยล์หรือน้ำมันที่สกัดจากธรรมชาติ ก็สามารถช่วยทำให้ปากชุ่มชื้นได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งก็มีอยู่หลายชนิดครับ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันละหุ่ง น้ำมันมะกอก น้ำมันสกัดจากเมล็ดทานตะวัน โจโจบาออยล์ ฯลฯ เหล่านี้สามารถนำมาใช้บรรเทาอาการริมฝีปากแห้งแตกได้ทั้งนั้น วิธีการใช้ก็เพียงแค่นำคอตตอนบัดมาจุ่มลงในออยล์ แล้วนำมาทาริมฝีปากพร้อมกับนวดเบา ๆ เพื่อให้ออยล์ซึมและเคลือบไปทั่วริมฝีปาก
  7. ทาริมฝีปากด้วยอโลเวร่าเจล เป็นที่ทราบกันดีว่าอโลเวล่าหรือว่านหางจระเข้นั้น มีคุณสมบัติในการบำรุงรักษาเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว แทนที่เราจะเลือกใช้ในรูปของครีมอโลเวร่าหรือลิปบาล์มผสมอโลเวร่า ลองหันมาใช้เจลอโลเวร่า 100% ทาริมฝีปากแทนดูสิ ซึ่งวิธีนี้จะเป็นการบำรุงแบบธรรมชาติและสามารถช่วยบรรเทาอาการปากแห้งแตกได้ (ภาพเจลว่านหางจระเข้ขององค์การเภสัช : pantip.com by ทะเล ต้นไม้ ใบหญ้า)
  8. รักษาแผลเรียวปากแห้งแตกด้วยน้ำผึ้งแท้ น้ำผึ้งมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรคอ่อน ๆ มันจึงสามารถนำมาใช้รักษาบาดแผลริมฝีปากที่แห้งแตกและลอกจนแสบได้ดี วิธีการก็ง่าย ๆ เพียงแค่คุณใช้คอตตอนบัดจุ่มน้ำผึ้งแท้ จากนั้นนำมาทาบนริมฝีปากทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วจึงค่อยใช้ผ้านุ่ม ๆ ชุบน้ำอุ่นเช็ดออก แต่ถ้ารู้สึกว่ามันยุ่งยากเกินไป จะกินเข้าไปเลยก็ได้นะ เพราะมีประโยชน์ หากทำเป็นประจำ แผลแห้งลอกที่ทำให้รู้สึกเจ็บแสบจะบรรเทาลงภายในไม่กี่วัน
  9. น้ำอุ่นผสมเกลือ ในรายที่ปากแห้งแตกจนลอกเป็นขุย ๆ ให้คุณใช้น้ำอุ่นผสมกับเกลือป่นเล็กน้อย จากนั้นใช้สำลีชุบให้เปียกพอหมาด ๆ แล้วใช้ปากคาบทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที หรือจะไล่เช็ดเบา ๆ ก็ได้ให้ทั่วริมฝีปาก ก็จะช่วยทำให้ขุยต่าง ๆ หลุดลอกออกมาได้ครับ
  10. เลือกรับประทานอาหารให้ถูกหลัก หันมารับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี เช่น ธัญพืชไม่ขัดขาว (ข้าวกล้อง), ผักใบเขียว (ผักโขม บรอกโคลี คะน้า), ถั่วเปลือกแข็ง (เมล็ดอัลมอนด์ ถั่วลิสง เมล็ดมะม่วงหิมพานต์) รวมไปถึงอาหารที่มีวิตามินเอ วิตามินซี ซึ่งพบได้มากในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ แคร์รอต ผักใบเขียวต่าง ๆ โยเกิร์ตรสธรรมชาติ เพื่อช่วยทำให้ริมฝีปากมีสุขภาพดีขึ้น รับประทานอาหารที่มีซัลเฟอร์สูงอย่างไข่ กระเทียม และหน่อไม้ฝรั่ง เพื่อช่วยทำให้ผิวพรรณรวมทั้งริมฝีปากดูสดชื่นและเต่งตึง ส่วนอาหารเสริมก็ช่วยได้เช่นกันครับ เป็นอีกวิธีที่จะช่วยทำให้ริมฝีปากดูเปล่งปลั่งและมีสุขภาพดีขึ้นได้จากภายใน อย่างอาหารเสริมที่มีโอเมก้า 3 วิตามินเอ และวิตามินบี เพียงแค่คุณรับประทานให้ได้ในปริมาณที่เหมาะสม ก็จะช่วยทำให้ริมฝีปากชุ่มชื้นขึ้นได้ ยังไงก็ลองปรึกษาเภสัชกรเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมดูครับ

เชื่อเถอะว่าไม่มีใครปรารถนาอยากเห็นริมฝีปากที่แห้งแตกเป็นขุยของคุณอย่างแน่นอน ดังนั้นการหันมาดูแลริมฝีปากของตัวเองอย่างจริงจัง จะช่วยทำให้คุณดูดีมีเสน่ห์มากขึ้นจนเป็นที่สะดุดตาอย่างแน่นอน

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published.

Back to top button