สุขภาพ

ไส้ติ่ง (Appendicitis) – สาเหตุ, อาการ, วิธีการรักษาและข้อแนะนำ

ไส้ติ่งอักเสบ

ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis) เป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องรุนแรงที่ต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน หากพบมีอาการเจ็บตรงท้องน้อยข้างขวา ควรนึกถึงโรคนี้ไว้ก่อนเสมอและรีบไปพบแพทย์ เพราะหากปล่อยทิ้งไว้นานไส้ติ่งที่อักเสบมักจะแตกทะลุ เป็นเหตุทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดและเสียชีวิตได้

โรคนี้เป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนทุกวัยตั้งแต่เด็กอายุ 2 ขวบไปจนถึงผู้สูงอายุ หรือแม้กระทั่งหญิงตั้งครรภ์ แต่จะพบได้มากในช่วงอายุ 10-30 ปี (พบได้น้อยในผู้สูงอายุ เนื่องจากไส้ติ่งตีบแฟบมีเนื้อเยื่อหลงเหลือน้อย และในเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี เนื่องจากโคนไส้ติ่งยังค่อนข้างกว้าง) ในผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้เท่า ๆ กัน (แต่ในช่วงอายุ 20-30 ปี จะพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง) และมีการคาดประมาณว่าในชั่วชีวิตของคนเราจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ประมาณ 7% หรือในปี ๆ หนึ่งจะมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ประมาณ 1 ใน 1,000 คน (ในแต่ละปีมีชาวอเมริกันเสียชีวิตจากโรคนี้ประมาณ 300-400 คน)

หมายเหตุ : ไส้ติ่ง (Vermiform appendix) เป็นส่วนขยายของลำไส้ที่ยื่นออกมาจากกระพุ้งไส้ใหญ่ (Cecum) อยู่ตรงบริเวณท้องน้อยข้างขวา โดยมีลักษณะเป็นถุงแคบและยาว มีขนาดกว้างเพียง 5-8 มิลลิเมตร และมีความยาวหรือก้นถุงลึกโดยเฉลี่ย 8-10 เซนติเมตร (ในผู้ใหญ่) ภายในมีรูติดต่อกับลำไส้ใหญ่ส่วนต้น ไส้ติ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของลำไส้ใหญ่ที่ฝ่อตัวลงและไม่ได้ทำหน้าที่ในการย่อยและดูดซึมอาหาร เนื่องจากเป็นท่อขนาดเล็กปลายตัน เมื่อเกิดการอักเสบจึงทำให้เนื้อผนังไส้ติ่งเน่าตายและเป็นรูทะลุในเวลาอันรวดเร็วได้

สาเหตุของไส้ติ่งอักเสบ

สาเหตุสำคัญคือ เกิดจากภาวะอุดตันในรู (ทางเข้า-ออก) ของไส้ติ่ง ที่พบได้บ่อยที่สุดคือจากการมีเศษอุจจาระแข็ง ๆ ชิ้นเล็ก ๆ ที่เรียกว่า “นิ่วอุจจาระ” (Fecalith) ตกลงไปในรูไส้ติ่ง และที่พบได้รองลงมาคือ เกิดจากเนื้อเยื่อต่อมน้ำเหลือง (Lymphoid tissue) ที่ผนังไส้ติ่งที่หนาตัวขึ้นตามการอักเสบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกาย นอกจากนี้อาจเกิดจากสิ่งแปลกปลอม (เช่น เมล็ดผลไม้), หนอนพยาธิ (ที่สำคัญคือ พยาธิไส้เดือน พยาธิเส้นด้าย พยาธิตืดหมู) หรือก้อนเนื้องอก

ซึ่งเมื่อเกิดการอุดตันขึ้น สิ่งคัดหลั่งที่ไส้ติ่งหลั่งอยู่เป็นปกติก็จะเกิดการคั่งอยู่ในรูไส้ติ่ง ทำให้ไส้ติ่งบวมเป่งและมีแรงดันภายในไส้ติ่งสูงขึ้น ประกอบกับการบีบขับของไส้ติ่ง จึงทำให้เกิดอาการปวดท้องรอบ ๆ สะดือ และในขณะเดียวกันเชื้อแบคทีเรียที่มีอยู่เป็นปกติวิสัย (ในจำนวนน้อย) ในรูไส้ติ่งก็จะเกิดการแบ่งตัวอย่างรวดเร็วและรุกล้ำเข้าไปในเนื้อเยื่อของไส้ติ่ง ทำให้เกิดการอักเสบรุนแรงตาม ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเจ็บตรงท้องน้อยข้างขวา และในที่สุดไส้ติ่งก็จะเกิดการเน่าตายและแตกทะลุได้

ผู้ป่วยบางรายอาจเป็นไส้ติ่งอักเสบจากเชื้อไวรัสไซโตเมกะโล (Cytomegalovirus) ได้ ซึ่งมักจะพบได้ในผู้ป่วยเอดส์ และบางรายอาจเป็นไส้ติ่งอักเสบโดยที่แพทย์ไม่ทราบสาเหตุเลยก็ได้

ไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคที่เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ป่วยแต่ละคน ไม่ได้เป็นโรคติดต่อที่แพร่ไปให้คนรอบข้างแต่อย่างใด

อาการของไส้ติ่งอักเสบ

ลักษณะอาการที่โดดเด่นของไส้ติ่งอักเสบ คือ มีอาการปวดที่มีลักษณะต่อเนื่องและปวดแรงขึ้นนานเกิน 6 ชั่วโมงขึ้นไป ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาก็มักจะมีอาการปวดอยู่หลายวัน จนผู้ป่วยทนไม่ไหวและต้องไปโรงพยาบาล

ในระยะแรกเริ่มผู้ป่วยอาจมีอาการปวดแน่นตรงลิ้นปี่คล้ายโรคกระเพาะ หรือบางรายอาจมีอาการปวดบิดเป็นพัก ๆ รอบ ๆ สะดือคล้ายอาการปวดแบบท้องเสีย อาจเข้าส้วมบ่อย แต่ถ่ายไม่ออก (แต่บางรายอาจมีอาการถ่ายเป็นน้ำหรือถ่ายเหลวร่วมด้วย) และต่อมามักจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหารร่วมด้วย และอาการปวดมักจะเป็นอย่างต่อเนื่องและไม่ทุเลาลง (แม้จะกินยาแก้ปวดอะไรก็ตาม อาการปวดก็ไม่ทุเลาลง)

  • ผู้ป่วยประมาณ 74-78% มักมีอาการเบื่ออาหาร กินข้าวไม่ลงร่วมด้วยเสมอ ถ้าผู้ป่วยไม่มีอาการเบื่ออาหารเลย อาจต้องคิดถึงสาเหตุอื่น
  • ผู้ป่วยประมาณ 50% มักมีอาการอาเจียนตามหลังอาการปวดท้อง (ผู้ป่วยประมาณ 61-92% อาจมีอาการคลื่นไส้ก่อนปวดท้องได้) ซึ่งมักจะเป็นเพียง 1-2 ครั้ง ถ้าผู้ป่วยมีอาการอาเจียนก่อนปวดท้อง อาจไม่ใช่ไส้ติ่งอักเสบ

ต่อมาอีกประมาณ 4-6 ชั่วโมง (หรืออาจนานกว่านี้) อาการปวดจะย้ายมาที่ท้องน้อยข้างขวาต่ำกว่าสะดือ มีลักษณะปวดเสียวตลอดเวลา และจะเจ็บมากขึ้นเมื่อผู้ป่วยมีการขยับเขยื้อนตัว เดิน ไอหรือจาม จึงทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวไปไหนมาไหนได้ และบางรายอาจต้องนอนนิ่ง ๆ อยู่กับที่จากอาการปวดที่ลุกลามทรมานมากขึ้นเรื่อย ๆ (อาการปวดจะทุเลาลงได้ด้วยการนอนงอขาและตะแคงไปข้างหนึ่ง หรือเดินตัวงอ ซึ่งจะทำให้รู้สึกสบายขึ้น) และบางรายอาจรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวหรือมีไข้ต่ำ ๆ ได้

  • อาการไส้ติ่งอักเสบ แบ่งออกได้เป็น 2 แบบ คือ ไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน (Acute appendicitis) ที่พบได้เป็นส่วนใหญ่ดังที่กล่าวมา และไส้ติ่งอักเสบเรื้อรัง (Chronic appendicitis) ที่พบได้น้อยกว่ามาก ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการปวดที่ไม่จำเพาะ เป็นไม่มาก แต่เรื้อรัง และมักไม่มีไข้ การวินิจฉัยทำได้ยาก ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาโรคอื่นที่มีอาการปวดท้องในลักษณะเดียวกันมาก่อน ยังไม่มีการตรวจทั่วไปใด ๆ ที่จะใช้วินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบเรื้อรังได้ การวินิจฉัยจะต้องตัดออกทีละโรค หรือเมื่อบังเอิญเกิดไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันขึ้นบนภาวะที่เป็นเรื้อรังเท่านั้น
  • สำหรับอาการของไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน (Acute appendicitis) นั้น ยังอาจแบ่งออกได้เป็น 2 แบบย่อย คือ แบบตรงไปตรงมา และแบบไม่ตรงไปตรงมา โดยประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบจะไม่มีอาการปวดแบบตรงไปตรงมาตามแบบฉบับดังกล่าว แต่อาจมีอาการปวดเริ่มที่ท้องน้อยข้างขวาตั้งแต่ต้น (โดยไม่มีอาการอื่นนำมาก่อนเลยก็ได้) มีท้องเสีย และมีการดำเนินโรคที่ยาวนานกว่า อาจมีอาการปัสสาวะบ่อย (ถ้าไส้ติ่งที่อักเสบสัมผัสกับกระเพาะปัสสาวะ) อาจมีอาการคลื่นไส้รุนแรงได้ (ถ้าไส้ติ่งที่อักเสบอยู่ด้านหลังลำไส้เล็กตอนปลาย) บางรายอาจรู้สึกปวดเบ่ง ซึ่งเหล่านี้ถือเป็นอาการปวดแบบไม่ตรงไปตรงมา
  • ในผู้สูงอายุและหญิงตั้งครรภ์ อาการปวดท้องอาจเป็นไม่รุนแรงและอาจมีอาการไม่ชัดเจน จึงทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้รับการรักษาที่ล่าช้าจนอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้
  • ในเด็ก ลักษณะของอาการอาจไม่แน่นอนหรือชัดเจนแบบในผู้ใหญ่ เช่น อาจกดเจ็บทั่วท้อง (ไม่จำกัดอยู่ตรงเฉพาะท้องน้อยข้างขวา) อาจมีไข้และปวดท้องโดยไม่มีอาการกดเจ็บชัดเจน เป็นต้น

การผ่าตัดไส้ติ่ง

  • วิธีการผ่าตัดเอาไส้ติ่งออก (Appendectomy) การผ่าตัดไส้ติ่งถือเป็นการรักษาตามมาตรฐาน ซึ่งการผ่าตัดไส้ติ่งที่ยังไม่แตกสามารถทำได้ทั้งการผ่าตัดทางหน้าท้องและด้วยวิธีการส่องกล้องผ่าตัด (ถ้ามีเครื่องมือพร้อมและแพทย์มีความชำนาญ) แต่ถ้าไส้ติ่งแตกแล้ว เป็นฝี หรืออยู่ในตำแหน่งที่ไม่ปกติ แพทย์จะผ่าตัดทางหน้าท้องเท่านั้น (ในประเทศไทยยังนิยมใช้การผ่าตัดทางหน้าท้องอยู่ โดยการผ่าตัดจะเป็นการเปิดช่องท้องบริเวณ McBurney’s point ตรงตำแหน่งที่เป็นไส้ติ่ง วิธีการกรีดแผลที่เป็นที่นิยมที่สุดคือ การผ่าโดยใช้แนวเฉียงหรือแนวนอน)
  • เป็นไส้ติ่งอักเสบต้องผ่าตัดออกสถานเดียว การรักษาไส้ติ่งอักเสบโดยไม่ต้องผ่าตัด เพื่อหวังว่าอาการจะดีขึ้นหรือการอุดตันที่ไส้ติ่งจะหลุดหรือคลายออกไปได้เองนั้นพบได้น้อยมาก และมีความเสี่ยงสูงที่ไส้ติ่งจะแตกทะลุได้ ดังนั้น แพทย์จึงแนะนำให้ทำการผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบออกทุกราย
  • ไส้ติ่งอักเสบรักษาไม่ได้ด้วยยา ไส้ติ่งอักเสบเป็นภาวะร้ายแรงที่ต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดฉุกเฉิน ส่วนการรักษาทางยาไม่ว่าจะเป็นยาฉีดหรือยากิน อาจช่วยระงับอาการได้เพียงชั่วคราว และถ้าปล่อยไว้ไม่รีบรักษาจนไส้ติ่งแตกก็จะทำให้เกิดความยุ่งยากในการรักษามากขึ้น โดยอาจทำให้เกิดการติดเชื้อของแผลหลังการผ่าตัด เสียทั้งเงินและเวลาอยู่ในโรงพยาบาล และมีความเสี่ยงต่ออันตรายมากขึ้น (ผู้ป่วยจะมีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 3% แต่ในขณะไส้ติ่งอักเสบที่ยังไม่มีภาวะแทรกซ้อนจะมีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่า 0.1%)
  • ต้องผ่าตัดก่อนไส้ติ่งแตก การรักษาผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบก่อนที่จะแตกนอกจากจะช่วยลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้แล้วยังช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาได้เป็นอย่างมากอีกด้วย
  • ผ่าตัดไส้ติ่งออกแล้วจะมีผลอะไรหรือไม่ ? ต้องขออธิบายก่อนว่า ไส้ติ่งมีหน้าที่สร้างและปกป้องเชื้อจุลินทรีย์ในช่องท้อง (จุลินทรีย์ที่ว่านี้จะช่วยในการย่อยอาหาร) และยังมีหน้าที่กระตุ้นระบบย่อยอาหารให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในกรณีที่ถูกเชื้อโรคอหิวาต์หรือเชื้อโรคบิดเล่นงาน (ไส้ติ่งจึงเปรียบเสมือนที่หลบภัยและโรงงานผลิตแบคทีเรียที่มีประโยชน์) อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของไส้ติ่งจะลดน้อยลงอย่างมากในประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากมีโอกาสเกิดโรคอหิวาต์หรือโรคบิดน้อยมาก แต่ในประเทศด้อยพัฒนายังมีประโยชน์กับประชากรเหล่านั้นอยู่ (เพราะมีรายงานว่าประเทศด้อยพัฒนานั้นมีอัตราการเกิดโรคไส้ติ่งอักเสบน้อยมากเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ) และแม้จะมีประโยชน์ก็ตาม แต่เมื่อไส้ติ่งอักเสบก็จำเป็นต้องผ่าตัดออก ซึ่งการผ่าตัดไส้ติ่งออกนั้นก็ไม่ได้ส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาวแต่อย่างใดครับ
  • การปฏิบัติตัวก่อนการผ่าตัดไส้ติ่ง ผู้ป่วยควรปฏิบัติดังนี้
    1. เมื่อมีอาการของไส้ติ่งอักเสบ ก่อนไปพบแพทย์ผู้ป่วยจะต้องงดอาหารและน้ำดื่มไว้ด้วยเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการผ่าตัดฉุกเฉิน (เพราะหากรับประทานอาหารมาก็จะต้องมารอให้กระเพาะว่างอีก 6 ชั่วโมงเพื่อความปลอดภัยของการดมยาสลบ ซึ่งการรอนานขนาดนั้นอาจจะทำให้ไส้ติ่งแตกไปแล้วก็ได้)
    2. ในกรณีที่มีอาการปวดท้องแต่ผู้ป่วยยังไม่ทราบสาเหตุ อย่าเพิ่งรีบกินยาแก้ปวด แต่ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยก่อนเสมอ เพราะยาแก้ปวดจะไปบดบังอาการปวดทำให้แพทย์แยกโรคได้ลำบาก และที่สำคัญห้ามทำการสวนอุจจาระหรือกินยาถ่ายยาระบาย เพราะอาจจะทำให้ไส้ติ่งแตกได้เร็วขึ้น
    3. งดการใช้ครีมและเครื่องสำอางทุกชนิด และทำร่างกายให้สะอาด อาบน้ำ สระผม ตัดเล็บ เพื่อให้แพทย์สังเกตอาการผิดปกติจากการขาดออกซิเจนได้
    4. ถอดของมีค่าหรือสิ่งแปลกปลอมจากธรรมชาติ (เช่น ถอดฟันปลอมออก เพื่อป้องกันการหลุดของฟันปลอมเข้าไปอุดที่หลอดลม)
  • การปฏิบัติตัวก่อนการผ่าตัดไส้ติ่ง หลังการผ่าตัดไส้ติ่ง 24 ชั่วโมง ผู้ป่วยจะต้องทำการลุกจากเตียง เพื่อให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวเร็วขึ้น งดอาหารและน้ำหลังผ่าตัดวันแรก ส่วนการดูแลแผลผ่าตัด ห้ามให้ผ้าปิดแผลเปียกน้ำ ห้ามให้แผลโดนน้ำ ห้ามเกา และเวลาไอหรือจามให้ใช้มือประคองแผลไว้ด้วยเพื่อป้องกันแผลที่เย็บแยกออก ถ้าแผลยังไม่แห้งดีอย่าเพิ่งอาบน้ำ แต่ให้ใช้วิธีการเช็ดตัวแทน นอกจากนั้นคือการรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ เน้นการรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เพราะจะช่วยให้แผลติดเร็วมากขึ้น นอกจากนั้นคือ การขับถ่ายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ
  • อาหารและโภชนาการสำหรับผู้ป่วยหลังการผ่าตัดไส้ติ่ง เป็นปกติที่หลังการผ่าตัดผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลียจากการเสียเลือด ซึ่งอาหารที่แพทย์จะจัดให้แก่ผู้ป่วยหลังผ่าตัดจะเป็นอาหารน้ำใสที่สามารถกลืนง่าย ไม่ต้องเคี้ยว เช่น น้ำซุปใส ๆ น้ำต้มผัก น้ำผลไม้ที่กรองเอาเนื้อออก เพื่อต้องการให้อวัยวะในระบบขับถ่ายทำงานน้อยที่สุด จะได้ไม่มีผลกระทบต่อแผลผ่าตัด แพทย์จะให้อาหารน้ำใส 2-3 มื้อแล้วจึงเปลี่ยนเป็นอาหารน้ำข้น 2-3 มื้อ เพื่อเป็นการทดสอบการทำงานของอวัยวะว่ายังทำงานได้เป็นปกติดีหรือไม่ หลังจากนั้นแพทย์จะให้อาหารอ่อนที่มีกากน้อย ย่อยง่าย รสชาติอุ่น ๆ เช่น ข้าวต้มปลา ข้าวต้มหมู โจ๊ก (เนื้อสัตว์ทุกชนิดจะต้องทำให้นุ่มและเปื่อยเท่านั้น) ผักที่ไม่แข็ง ผลไม้ที่นิ่ม ๆ ไม่มีเปลือกแข็งหรือมีใยมาก (เช่น กล้วยสุก มะละกอสุก มะม่วงสุก) ส่วนของหวานที่รับประทานได้แต่ไม่ควรเป็นขนมที่มีรสหวานจัด (เช่น สังขยา ไอศกรีม คัสตาร์ด เยลลี่ สาคูเปียก เป็นต้น) ส่วนอาหารที่ควรงดเว้น คือ แอลกอฮอล์ ชา กาแฟ และเครื่องดื่มที่มีสารกาเฟอีนทุกชนิด (การดูแลการให้อาหารแพทย์จะคำนึงถึงตัวผู้ป่วยเสมอ เพราะว่าอาหารเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดูแล ถ้าผู้ป่วยรับประทานอาหารอ่อนได้แล้วไม่มีปัญหาเรื่องการย่อย แพทย์จะเปลี่ยนไปให้อาหารธรรมดา แต่ก็ยังคงกำหนดมิให้มีรสจัดมากหรือย่อยยาก เช่น เมูอาหารรสจัดที่มีเนื้อสัตว์เยอะ ๆ)

วิธีป้องกันไส้ติ่งอักเสบ

เนื่องจากยังบอกไม่ได้ชัดเจนว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เกิดโรคนี้ จึงไม่อาจแนะนำวิธีป้องกันโรคไส้ติ่งอักเสบได้อย่าง 100% แต่มีการศึกษาที่พบว่า ภาวะท้องผูกมีส่วนสัมพันธ์กับการเกิดไส้ติ่งอักเสบ โดยพบว่าผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบจะมีจำนวนครั้งในการถ่ายอุจจาระต่อสัปดาห์น้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ และยังพบว่า ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งไส้ตรงมักจะเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบนำมาก่อน นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาหลายงานที่พบว่า การรับประทานอาหารที่มีกากใยต่ำจะมีส่วนในการทำให้เกิดโรคไส้ติ่งอักเสบ ซึ่งตรงกับข้อมูลที่ว่าการรับประทานอาหารที่มีกากใยต่ำจะทำให้มีช่วงเวลาในการบีบไล่อุจจาระนาน (พบว่าประชากรที่นิยมรับประทานอาหารพวกผักผลไม้มาก ๆ เช่น ชาวแอฟริกา จะมีอัตราการเป็นไส้ติ่งอักเสบน้อยกว่าประชากรในกลุ่มที่รับประทานผักผลไม้น้อย เช่น ชาวตะวันตก)

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published.

Back to top button